หน้าหลัก >> บริการออนไลน์ (e-services) >> ระบบข่าว >> จำนวนผู้เข้าชม: 831,873 สส. เปิดเวที สะท้อนมุมมอง ปรับกระบวนทัศน์ สู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม

สส. เปิดเวที สะท้อนมุมมอง ปรับกระบวนทัศน์ สู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม
หน่วยงาน : กองส่งเสริมและเผยแพร่ วันที่ประกาศ : 19/08/2562 05:11 น. จำนวนผู้เข้าชม 257 PRINT

สส. เปิดเวที สะท้อนมุมมอง ปรับกระบวนทัศน์ สู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม

           วันนี้ (17 ส.ค. 62) นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธานเปิดการเสวนาวิชาการ เรื่อง “ปรับกระบวนทัศน์ สู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม” พร้อมปาฐกถาพิเศษ “นโยบาย     การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่ความยั่งยืน”ภายใต้หลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม สำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 7 (ปธส.7) ที่จัดขึ้น โดย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ห้องอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม 

           นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัด ทส. กล่าวว่า สถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เป็นวิกฤตภัย ที่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด ทั้งปัญหาการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาไฟป่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษทางอากาศ ปัญหาขยะบกและขยะทะเล ตลอดจนความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า มาจากพฤติกรรม   การใช้ชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องปรับกระบวนทัศน์ พัฒนาแนวคิดและการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมบนหลักธรรมาภิบาล ตลอดจนเตรียมความพร้อมทั้งคนและระบบ ให้สามารถปรับตัวพร้อมรับกับสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้นให้ได้ ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นกรอบในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนต่อไป

           สำหรับ นโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จะสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ซึ่งเป็นวาระการพัฒนาระดับโลก รวมทั้งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนนโยบายรัฐบาลด้านการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย นโยบายสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

  1.   ด้านทรัพยากรน้ำ โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาภัยแล้งระยะเร่งด่วนในพื้นที่วิกฤต ทั้งการจัดส่งน้ำให้ถึงชุมชนที่ขาดแคลนน้ำและการสำรวจขุดเจาะบ่อบาดาลในพื้นที่ภัยแล้ง ขณะที่ ระยะกลาง จะเพิ่มความจุของแหล่งน้ำและจัดทำระบบกระจายน้ำให้ครอบคลุมชุมชนที่ขาดแคลน ส่วนในระยะยาว จะขุดเจาะบ่อบาดาล ตลอดจนพัฒนาแหล่งน้ำ
  2.   ด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาขยะบกและขยะทะเล มุ่งเน้นการลดพลาสติกและงดใช้โฟม ตามมาตรการ Road Map โดยภายในปี 2570 จะนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ 100%  รวมทั้ง ห้ามนำเข้าขยะพลาสติกหรือขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ มีการจัดเก็บขยะจากชายฝั่งคลอง ปากแม่น้ำ ปากอ่าว ป่าชายเลน และชายทะเล อีกทั้ง แก้ไขปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละออง ด้วยกลไกการมีส่วนร่วม ขับเคลื่อนให้มีการใช้เครื่องยนต์ก่อมลพิษต่ำ บังคับใช้มาตรการ EIA ประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ให้การสนับสนุนเครือข่าย ทสม. NGOs และเครือข่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนให้มีการศึกษาการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์ (SEA) และการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ (EHIA) ตลอดจนการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดก๊าซเรือนกระจก
      3. ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับการป้องกันการบุกรุก ด้วยกลไก คปป. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าแห่งชาติ) เร่งรัดการสำรวจการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่า การเพิ่มพื้นที่ป่าและพื้นที่สีเขียว การอนุรักษ์พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ สัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์ ด้วยการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ป่า สร้างแนวกันชนระหว่างป่าและชุมชน ตลอดจน ขึ้นทะเบียนพื้นที่ป่าและป่าชายเลนเป็นมรดกโลก
  1.   ด้านการบริหารจัดการ ให้ความสำคัญกับการเร่งรัดการออกกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สร้างความเข้มแข็งให้กับหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ยึดหลักความถูกต้องและเป็นธรรมในการบริหารบุคคล รวมทั้งจัดทำ Big data ตลอดจนการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ โดยเฉพาะ โซเชียลมีเดีย

 “การขับเคลื่อนระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้อยู่บนหลักธรรมาภิบาล สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่อาจสำเร็จได้ด้วยรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่จำเป็นต้องพัฒนาบทบาทและหน้าที่ของทุกฝ่ายในสังคมร่วมกัน ซึ่งการเสริมสร้างศักยภาพนักบริหารระดับสูงให้เป็นนักบริหารยุคใหม่ที่มีหัวใจสีเขียวและเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการแบบองค์รวมและบูรณาการตามหลักธรรมาภิบาล นับเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญของสังคมที่จะช่วยขับเคลื่อน การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล เพื่อนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

           ด้าน นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การเสวนาวิชาการ ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน ภายใต้หลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม สำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่7 (ปธส.7) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้น  เพื่อเสริมสร้างศักยภาพนักบริหารระดับสูง ซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการฝ่ายพลเรือน ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการทหารและตำรวจ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ เอกชน องค์กรอิสระ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชน และผู้นำท้องถิ่น รวม 60 คน ให้เป็นนักบริหารยุคใหม่ที่มีหัวใจสีเขียว และเป็นต้นแบบการบริหารจัดการแบบองค์รวมและบูรณาการตามหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม โดยมี การเรียนทุกวันศุกร์และเสาร์ ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. - 23 ส.ค. 2562 รวมทั้งสิ้น 231 ชั่วโมง ศึกษาใน 5 กลุ่มวิชา ได้แก่ 1.หลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและยุทธศาสตร์การบริหารจัดการสำหรับผู้บริหาร 2.กระแสโลกและแนวโน้มด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3. เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ 5. การเสริมสร้างประสบการณ์เชิงประจักษ์
            สำหรับ ผู้เข้าร่วมเสวนาวิชาการ ในวันนี้ ประกอบด้วย ผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร ปธส.7  ผู้แทนจากสถาบันการศึกษา ท้องถิ่น ภาคเอกชน และสื่อมวลชน รวม ๒๐๐ คน โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมเสวนา ในหัวข้อ “การปรับตัวเพื่อรองรับวิกฤตสิ่งแวดล้อม” ได้แก่  ดร. รอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศ.ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย พรรณสวัสดิ์ นักวิชาการอิสระ คุณเฉลิมพล ปุณโณทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ซีที เอเชีย โรโบติกส์ โดยมี      ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการเสวนา อีกทั้ง มีการนำเสนอผลงานวิชาการของนักศึกษา ปธส.7 ในหัวข้อ “หัวใจสีเขียวในวิถีของน่าน”

pic1 pic2 pic3 pic4