หน้าหลัก >> บริการออนไลน์ (e-services) >> ระบบข่าว >> จำนวนผู้เข้าชม: 830,957 ผ่าน 5 ปี ไทยเมินผลเสียอนุสัญญา UNCLOS นักวิชาการชี้ไม่มีใครศึกษา-เสี่ยงถูกตปท.รุมทึ้ง

ผ่าน 5 ปี ไทยเมินผลเสียอนุสัญญา UNCLOS นักวิชาการชี้ไม่มีใครศึกษา-เสี่ยงถูกตปท.รุมทึ้ง
หน่วยงาน : กองส่งเสริมและเผยแพร่ วันที่ประกาศ : 08/08/2560 15:07 น. จำนวนผู้เข้าชม 432 PRINT

ผ่าน 5 ปี ไทยเมินผลเสียอนุสัญญา UNCLOS นักวิชาการชี้ไม่มีใครศึกษา-เสี่ยงถูกตปท.รุมทึ้ง

ผ่าน 5 ปี ไทยเมินผลเสียอนุสัญญา UNCLOS นักวิชาการชี้ไม่มีใครศึกษา-เสี่ยงถูกตปท.รุมทึ้ง

นักรัฐศาสตร์ชี้ไทยร่วมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล มาแล้ว 5 ปี แต่ไม่เคยศึกษารายละเอียด หวั่นวุ่นเหตุผลประโยชน์ทับซ้อนในพื้นที่เดียวกันกับหลายประเทศ

รศ.โสภารัตน์ จารุสมบัติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวในเวทีเสวนา “Direk’s Talk ทิศทางการเมืองโลก การเมืองไทย และนโยบายสาธารณะ” จัดโดยศูนย์วิจัยดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มธ. เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2560 ตอนหนึ่งว่า เมื่อประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาและข้อตกลงต่างๆ ก็จำเป็นที่จะต้องย้อนกลับมาดูว่าควรดำเนินการอะไรในระดับประเทศ แต่สำหรับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ค.ศ.1982 ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีตั้งแต่ปี 2554 จนถึงขณะนี้ผ่านมาแล้วกว่า 5 ปี กลับยังไม่มีการดำเนินการใดๆ

“ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS มีการพูดครอบคลุมตั้งแต่ผิวชายหาดลงไปยังส่วนต่างๆ ในทะเล มีคำที่เกี่ยวข้องทั้งไหล่ทวีป เขตเศรษฐกิจพิเศษ ทะเลหลวง รวมถึงการใช้ประโยชน์จากทะเลไม่ว่าจะเป็นพลังงาน หรือสัตว์น้ำต่างๆ เราควรต้องรู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะกระทบกับเราอย่างไร แล้วจึงวางยุทธศาสตร์การจัดการผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล พร้อมกำหนดนโยบายต่างๆ ให้สอดรับ แต่จนถึงขณะนี้เรากลับยังไม่มีการดำเนินการใดๆ” รศ.โสภารัตน์ กล่าว

รศ.โสภารัตน์ กล่าวว่า ได้ศึกษาอนุสัญญา UNCLOS พบว่ามีผลเชิงบวกในแง่อธิปไตยของรัฐหรือสิทธิอำนาจการตัดสินใจ แต่ขณะเดียวกันผลเชิงลบคือสูญเสียพื้นที่อธิปไตยไปโดยปริยาย จากข้อกำหนดที่ให้รัฐชายฝั่งทุกประเทศสามารถขยายอาณาเขตเศรษฐกิจจำเพาะจาก 12 เป็น 200 ไมล์ทะเล ซึ่งจะทำให้ไทยกลายเป็น Landlocked เนื่องจากต้องเจอกับหลายประเทศที่มีการใช้ประโยชน์ทับซ้อน

รศ.โสภารัตน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในอนุสัญญายังมีผลแง่ลบอีกมาก ซึ่งไทยต้องมีกฎหมายภายในและเงื่อนไขต่างๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติ อย่างไรก็ตามในเชิงบริหารเรายังไม่ได้ทำอะไร และระดับนโยบายก็ไม่เคยให้ความสำคัญ ไม่มีการขับเคลื่อนในเชิงปฏิบัติ รวมถึงไม่มีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ทางทะเลโดยตรง มีเพียงทหารเรือที่มองในแง่ของความมั่นคง แต่ไม่ได้รวมถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือสิ่งแวดล้อม

ผศ.ทวิดา กมลเวชช อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าวว่า ในส่วนของการจัดการปัญหาภัยพิบัติ จำเป็นจะต้องมีการออกแบบอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยตัดสินใจในภาวะเร่งด่วนว่าปัญหานั้นใครจะเป็นผู้จัดการหลัก ซึ่งความสำคัญของการกำหนดบทบาทคือทรัพยากรที่จะใช้เข้าจัดการ ทั้งนี้หลักของนโยบายสาธารณะคือเป็นเรื่องสหวิทยาการ ที่ต้องบริหารจัดการโดยบูรณาการหลายหน่วยงาน แต่จากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2554 พบว่ามีการจัดการที่พิลึก บางแห่งจัดการโดยจังหวัด บางแห่งโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บางแห่งโดยกระทรวงมหาดไทย (มท.) ซึ่งเป็นการบริหารจัดการอุทกภัยแบบตามมีตามเกิด

“การประเมินต้องดูจาก 4 เกณฑ์หลัก ได้แก่ 1.พื้นที่เสียหาย 2.จำนวนประชากรที่ประสบปัญหา 3.ความซับซ้อนของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น 4.ขอบเขตดุลพินิจ ที่ต้องวางไว้เป็นเกณฑ์เพื่อให้ อปท. อำเภอ จังหวัด หรือ มท. ใช้เป็นเกณฑ์ว่าเมื่อไรควรต้องเตรียมทรัพยากรเข้าพื้นที่ระดับไหน เมื่อเกณฑ์ถูกใช้ 3 ใน 4 จึงจะไม่เกิดการจัดการมั่ว ถ้าประเทศไทยสามารถทำงานได้ตามระบบนี้ การจัดการสาธารณภัยก็จะรวดเร็ว ประชาชนได้ประโยชน์ ขณะเดียวก็เป็นหลักประกันให้เจ้าหน้าที่ไม่ถูกฟ้องหากดำเนินการอย่างเต็มความสามารถแล้ว จากที่ผ่านซึ่งมีการฟ้องกว่า 2,000 คดี” ผศ.ทวิดา กล่าว



ที่มา : >>>คลิก<<<


TAG ที่เกี่ยวข้อง