หน้าหลัก >> บริการออนไลน์ (e-services) >> ระบบข่าว >> จำนวนผู้เข้าชม: 699,476 ความเป็นธรรมของ 'ทรัมป์' คือความไม่เป็นธรรมของโลก !!?

ความเป็นธรรมของ 'ทรัมป์' คือความไม่เป็นธรรมของโลก !!?
หน่วยงาน : กองส่งเสริมและเผยแพร่ วันที่ประกาศ : 08/08/2560 10:16 น. จำนวนผู้เข้าชม 234 PRINT

ความเป็นธรรมของ 'ทรัมป์' คือความไม่เป็นธรรมของโลก !!?

ความเป็นธรรมของ 'ทรัมป์' คือความไม่เป็นธรรมของโลก !!?

“เพื่อที่จะเติมเต็มหน้าที่ของผมที่จะปกป้องประเทศและพลเมืองชาวอเมริกัน สหรัฐอเมริกาจะถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสที่ไม่ยุติธรรม”

คำพูดของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ ดังกึกก้องท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้สนับสนุนในการแถลงข่าว ณ ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา

การตัดสินใจของทรัมป์เป็นไปเพื่อประโยชน์ของแรงงานชาวอเมริกัน (ซึ่งทรัมป์อ้างว่าเป็นกลุ่มคนที่เขารักมากที่สุด) ผู้จ่ายภาษี และเศรษฐกิจอเมริกาที่จะถูกทำลายโดยข้อตกลงปารีสซึ่งเขาเรียกว่าเป็นสัญญา “ที่ไม่เป็นธรรม” อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังเปิดช่องให้กับการเจรจาเพื่อแก้ไขเงื่อนไขบางในข้อตกลงปารีสเพื่อความเป็นธรรมกับสหรัฐอเมริกา หากการแก้ไขไม่สามารถกระทำได้ ทรัมป์ก็จะปล่อยวาง

การประกาศถอนตัวจากข้อตกลงปารีสของทรัมป์ได้สร้างความตื่นตระหนกทั่วโลก และทำลายความหวังที่นานาประเทศจะช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อควบคุมอุณหภูมิไม่ให้สูงขึ้นเกินกว่า 2 องศาเซลเซียสเทียบกับช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม

รวมถึงทำให้เกิดคำถามว่าอะไรคือ “ความไม่เป็นธรรม” ในนิยามของทรัมป์

ข้อมูลจาก World Resources Institute ระบุว่าสหราชอาณาจักรเคยเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนอันดับ 1 ของโลกในปี ค.ศ. 1850 ซึ่งเป็นผลมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างยุคปลายปี 1700s ถึงกลางปี 1800s ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจพึ่งพาเกษตรกรรมมาสู่อุตสาหกรรม

แม้ว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกาจะเกิดขึ้นช้ากว่าสหราชอาณาจักร แต่สหรัฐอเมริกาได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำการผลิตก๊าซคาร์บอนในช่วงหลังปีค.ศ. 1900 จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมซีเมนต์และการเพิ่มการบริโภคเชื้อเพลิงฟอซซิล เมื่อเทียบระหว่างปี ค.ศ. 1850 และ 2011 สหรัฐอเมริกามีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนสูงขึ้นถึง 266 เท่า

แม้ว่าในปี ค.ศ. 2016 สหรัฐอเมริกาปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นอัตราส่วน 14% ของโลก ถูกจัดไว้ที่อันดับ 2 ของประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุดในโลกรองจากจีน แต่สหรัฐอเมริกายังคงเป็นผู้ที่ผลิตปริมาณก๊าซคาร์บอนสะสมมากที่สุดเมื่อนับจากช่วงหลังการเกิดปฏิวัติอุตสาหกรรม

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าสหรัฐอเมริกามีส่วนอย่างมากที่ทำให้เกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในทุกวันนี้

วิกฤติการทางภัยธรรมชาติและปรากฏการณ์โลกร้อนที่ทวีความรุนแรงได้นำมาสู่การจัดทำข้อตกลงปารีสในปี 2015 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยการเข้าร่วมของ 197 ประเทศสมาชิกภายใต้ภาคี United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC) นับเป็นการทำข้อตกลงแห่งประวัติศาสตร์ เนื่องจากได้รับเสียงเป็นเอกฉันท์จากทุกประเทศสมาชิกโดยไม่มีการเจรจายืดเยื้อ ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างมากที่ประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนสามารถทำให้ผู้นำประเทศต้องก้าวข้ามความขัดแย้งเพื่อเจรจาบนโต๊ะ สร้างความหวังว่าความล้มเหลวจาก Kyoto protocol จะไม่เล่นซ้ำอีกครั้ง

แม้ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย ข้อตกลงปารีสผลักดันให้ประเทศสมาชิกดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยคำนึงถึงบริบทของแต่ละประเทศ รวมถึงให้ใช้มาตรการบนฐานความเป็นธรรม เช่น การให้ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับประวัติศาสตร์ร่วมกันลงขันในกองทุน Climate Fund เพื่อจ่ายให้กับประเทศกำลังพัฒนาในการการเข้าถึงเทคโนโลยีและความรู้สู่ตลาด Low Carbon โดยตั้งเป้ายอดเงินไว้ที่ปีละ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐจนถึงปี 2020

สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้แสดงบทบาทสำคัญในผลักดันให้เกิดการบังคับใช้สนธิสัญญาปารีสซึ่งขณะนี้มี 147 จาก 197 ประเทศสมาชิก UNFCCC ให้สัตยาบันเป็นที่เรียบร้อย

การประกาศถอนตัวจากสนธิสัญญาปารีสของทรัมป์จะทำให้สหรัฐอเมริกาเป็น 1 ใน 3 ประเทศในโลกที่ไม่เข้าร่วมข้อตกลงปารีส ร่วมกับซีเรียและนิคารากัว

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ส่งสัญญาการถอนตัวออกจากสนธิสัญญาปารีสมาโดยตลอด โดยมีการนำเสนอนโยบายนี้ตั้งแต่ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง และเมื่อเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ทรัมป์ได้ลงนามเดินหน้าโครงการท่อส่งน้ำมัน Dakota Access ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา และยังมีการวางตัวทีมผู้บริหารซึ่งมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมน้ำมัน เช่น รัฐมนตรีต่างประเทศคนปัจจุบัน Rex Tillerson ซึ่งเป็นอดีตซีอีโอบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่แห่ง ExxonMobil และ ผู้อำนวยการ Environmental Protection Agency (EPA) นามว่า Scott Pruitt ซึ่งเป็นทนายที่ถือข้างอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีความพยายามเพิกถอนแผน Clean Power Plan ซึ่งจัดทำในสมัยโอบามาเพื่อลดสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคส่วนการผลิตไฟฟ้า

การตัดสินใจของทรัมป์ถูกประนามโดยนานาชาติอย่างรุนแรง เช่นประธานาธิบดีแคนาดา Justin Trudea ซึ่งกล่าวว่า “เรารู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรง” หรืออดีตประธานาธิบดีเม็กซิโก Vicente Fox Quesada เปรียบเทียงบการกระทำของทรัมป์ว่าเป็นการ “ประกาศสงครามกับโลก”

การกระทำของทรัมป์ยังถูกเรียกว่าเป็น “อาชญากรรมด้านสิ่งแวดล้อม” แห่งศตวรรษที่ 21

ในส่วนของประเทศอาเซียน เป็นที่แน่นอนว่าการตัดสินใจของทรัมป์จะทำให้เกิดผลกระทบมหาศาล เนื่องจากหลายประเทศในภูมิภาคนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง

รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (IPCC) ได้จัดลำดับกรุงเทพฯ และเมืองโฮจิมินห์ ติดลำดับ 1 ใน 20 ประเทศที่มีความเสี่ยงต่อน้ำท่วมชายฝั่งมากที่สุดของโลก ขณะที่รายงาน Global Climate Risk Index 2016 จัดทำโดยองค์กร Germanwatch ระบุว่าพม่า เวียดนาม ไทย และกัมพูชา เป็น 1 ใน 20 ประเทศที่จะประสบปัญหาจากสภาพอากาศที่รุนแรงอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้เป็นที่ประจักษ์แล้วในปีพ.ศ. 2557-2559 เมื่อเกิดวิกฤติภัยแล้งรุนแรงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงในประเทศไทยซึ่งพื้นที่และผลผลิตการเกษตรได้รับความเสียหายเป็นมูลค่ากว่า 15.5 หมื่นล้านบาท (ข้อมูลจากศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาวิกฤตภัยแล้งปี 2558/2559 โดยพิจารณาความเสียหายตั้งแต่เดือน ม.ค. 2558 ถึง พ.ค. 2559)

ทรัมป์เปรียบเปรยการตัดสินใจของเขาว่าคือการหยุดยั้ง “การขโมยรายได้ของคนงานอเมริกัน” ที่จะได้รับประโยชน์จากอุตสาหกรรม และเขาถูกเลือกมา “เพื่อเป็นตัวแทนพลเมือง Pittsburgh ไม่ใช่ Paris”
ความเป็นธรรมของทรัมป์คือการมองเฉพาะผลประโยชน์ภายในเขตพรมแดนสหรัฐอเมริกา โดยเพิกเฉยประวัติศาสตร์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกา นั่นคือความไม่เป็นธรรมที่โลกทั้งโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยง

และทรัมป์เพียงแค่ทำหน้าที่เร่งให้โลกไปสู่จุดที่ไม่มีวันหวนคืน

ที่มา : >>>คลิก<<<


TAG ที่เกี่ยวข้อง